สองบทบาทที่คนละหน้าที่กันคนละขั้ว
ผู้ทำบัญชีคือคนที่บันทึกรายการ จัดทำสมุดบัญชี คำนวณและยื่นภาษี แล้วปิดงบการเงินออกมาเป็นเล่ม ส่วนผู้สอบบัญชีคือคนที่มาตรวจงบเล่มนั้นแล้วแสดงความเห็นว่างบสะท้อนฐานะการเงินของกิจการอย่างถูกต้องตามควรหรือไม่
พูดง่ายๆ คือคนหนึ่งเป็นคนทำ อีกคนเป็นคนตรวจงานของคนแรก ซึ่งนี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ทั้งสองต้องเป็นคนละคน
ตารางเปรียบเทียบ
- ผู้ทำบัญชี ทำงานให้กิจการอย่างต่อเนื่องตลอดปี บันทึกบัญชี ยื่นภาษีรายเดือน ปิดงบสิ้นปี ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามที่กฎหมายกำหนด และมีหน้าที่พัฒนาความรู้ต่อเนื่อง
- ผู้สอบบัญชี เข้ามาตรวจปีละครั้งหลังปิดงบ ต้องเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) หรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร (TA) และต้องเป็นอิสระจากกิจการและจากผู้ทำบัญชี
ทำไมกฎหมายบังคับให้แยกกัน
เหตุผลคือความเป็นอิสระ ถ้าคนที่บันทึกบัญชีเป็นคนเดียวกับคนที่รับรองความถูกต้องของบัญชีนั้น ความเห็นที่ออกมาก็ไม่มีความหมาย เพราะไม่มีใครตรวจสอบใครเลย งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบมีค่าก็เพราะมีบุคคลที่สามที่ไม่มีส่วนได้เสียมายืนยัน
สำหรับเจ้าของกิจการ นี่ไม่ใช่แค่ภาระตามกฎหมาย แต่เป็นการคุ้มครองตัวคุณเองด้วย เพราะมีคนนอกมาตรวจงานของผู้ทำบัญชีอีกชั้นหนึ่งก่อนที่เอกสารจะไปถึงมือราชการ
CPA กับ TA ต่างกันอย่างไร
- CPA หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินของนิติบุคคลได้ทุกประเภท รวมถึงบริษัทจำกัด
- TA หรือผู้สอบบัญชีภาษีอากร ตรวจสอบได้เฉพาะห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลขนาดเล็กที่เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น
ถ้ากิจการของคุณเป็นบริษัทจำกัด คำตอบคือต้องใช้ CPA เสมอ ไม่มีทางเลือกอื่น
แล้วสำนักงานบัญชีทำหน้าที่ไหน
สำนักงานบัญชีทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชี ไม่ใช่ผู้สอบบัญชี สำนักงานบัญชีที่ทำงานเป็นระบบจะจัดหาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตให้ ประสานงานให้ ตอบข้อซักถามแทนคุณ และตามงานจนงบผ่านการตรวจสอบ แต่ไม่ได้เป็นคนเซ็นรับรองงบเอง
ถ้ามีใครเสนอว่า "ทำบัญชีให้และเซ็นรับรองงบให้เองเลย" นั่นคือสัญญาณที่ควรถามให้ชัดว่าใครคือผู้สอบบัญชีจริงๆ และมีเลขทะเบียนอะไร
สรุป
ผู้ทำบัญชีอยู่กับคุณตลอดปี ผู้สอบบัญชีมาปีละครั้งเพื่อตรวจงานนั้น กฎหมายกำหนดให้ทั้งสองเป็นอิสระจากกัน และการแยกกันนี้คือสิ่งที่ทำให้งบการเงินของคุณเชื่อถือได้ในสายตาธนาคาร คู่ค้า และหน่วยงานราชการ
Set the trend—be the first to explore.
